นางรัตดา คงสีไพร เกษตรจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยถึงความพร้อมในการเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกข้าวปีนี้ว่า ขณะนี้ในหลายพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์เริ่มมีการไถหว่านไปแล้ว โดยเฉพาะโซนเขาพนมดงรักที่ดำเนินการไปแล้วเกือบ 50% เพื่อเร่งหว่านข้าวก่อนที่น้ำจากเทือกเขาพนมดงรักจะหลากลงมา ซึ่งภาพรวมพื้นที่ปลูกข้าวของจังหวัดมีอยู่ประมาณ 3.2 ล้านไร่ ครอบคลุมทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ข้าวอินทรีย์ และพันธุ์พื้นเมือง
จากสภาวะราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ได้รณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาภายใต้แนวคิด "ทำน้อยได้มาก" โดยเฉพาะในนาดอน โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนแต่เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลให้ปราณีตยิ่งขึ้นเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น
นอกจากนี้ยังเน้นย้ำ ให้เกษตรกร ติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ก่อนนัดรถไถเพื่อหว่านข้าว เพื่อป้องกันปัญหาฝนตกชุกเกินไปจนทำให้ข้าวเน่าเสีย ซึ่งอาจทำให้ต้องหว่านข้าวซ้ำหลายรอบ
และเพื่อลดต้นทุนในการทำนา เกษตรจังหวัดสุรินทร์ได้ให้คำแนะนำที่สำคัญหลายประการ โดยเริ่มจากการใช้ปุ๋ยคอกหมัก ซึ่งไม่ควรใช้ปุ๋ยคอกสด เนื่องจากอาจมีเมล็ดหญ้าที่วัวควายกินเข้าไปปะปนอยู่ จึงแนะนำให้นำปุ๋ยคอกไปหมักร่วมกับเศษใบไม้หรือแกลบเผา และกากน้ำตาล ทิ้งไว้ประมาณ 10–15 วัน เพื่อให้ความร้อนช่วยทำลายเมล็ดวัชพืชก่อนนำไปใช้ในนา
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ปลูกพืชปุ๋ยสด โดยการหว่านเมล็ดถั่วเขียวหรือปอเทืองไปพร้อมกับการหว่านข้าว พืชเหล่านี้จะเจริญเติบโตและย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยไนโตรเจนธรรมชาติที่ช่วยบำรุงต้นข้าวได้เป็นอย่างดี ควบคู่กับการรณรงค์ให้ลดปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวเหลือไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อให้ต้นข้าวมีพื้นที่แตกกอได้มากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มได้สูงสุดถึง 20 ลำต้นต่อกอ และยังช่วยลดปัญหาโรคใบไหม้ เนื่องจากอากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวกมากขึ้น
อีกทั้งยังสนับสนุนให้เกษตรกรทำปุ๋ยใช้เอง โดยเฉพาะปุ๋ยน้ำหมักจากวัสดุเหลือใช้ เช่น หน่อกล้วยหรือผลไม้ที่เน่าเสียอย่างมะม่วง นำมาหมักกับกากน้ำตาลในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 เพื่อใช้เป็นอาหารเสริมทางใบ ช่วยให้ต้นข้าวเจริญเติบโตแข็งแรงยิ่งขึ้น และสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเพิ่มความแม่นยำในการใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับสภาพดินของตนเอง สามารถติดต่อขอรับบริการ “ปุ๋ยสั่งตัด” ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกให้สูงสุดในฤดูกาลนี้